ผีและลิเวอร์พูลพลาด 2 คะแนน

ผลเสมอ 1-1 จากโรงแสดงละครทำให้ปีนี้แดงเดือดแบ่งแต้มกันสองนัดหมายเหย้าแล้วก็เยือนทีแรกนับตั้งแต่ปี 1988 เป็นต้นมา ธรรมดาไม่ค่อยเสมอกลับ ควรมีแพ้ชนะกันสักเกมหนึ่ง
นอกจากตัวเลขนี้…นักสถิติแดงเดือดยืนยันว่า เจมส์? มิลเนอร์ รักษาสถิติถ้าหากเขายิงได้ทีจะไม่แพ้ไปอีก 46 นัดหมาย (ชนะ37)เช่นเดียวกันกับการลงเล่นของ ไมเคิล คาร์ริค ในปีนี้ยืดเป็น 17 นัดหมายแล้วที่แมนฯยูไนเต็ด ไม่แพ้คนไหนกัน
ที่นับว่าโชคดีของชาวหงส์เป็นประตู 250 สถิติใหม่ของ เวย์น รูนีย์ ไม่เกิดขึ้นในแดงเดือด ไม่เช่นนั้นโดนจำไปตลอดชาติ
ก่อนเกมนี้ทิศทาง, กระแส ความสนใจ แล้วก็การฟันธง เอนเอียงไปฝั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยชัย 7 นัดหมายรวดในลีก แล้วก็อีกสองในบอลถ้วยรวมเป็น 9 นัดหมายตลอด แถมแพ้ครั้งปัจจุบันเมื่อไหร่กับคนไหนกันเรายังจำไม่ได้
โชเซ มูรินโญ ปรับทีมของเขาได้ดีขึ้นในขณะที่ผ่านไป ทีมของเขาไม่แพ้คนไหนกัน 16 นัดหมายนับตั้งแต่แพ้เฟเนห์บาเช ในยูโรปา ลีก แต่สำหรับบอลพรีเมียร์ลีกแพ้ครั้งปัจจุบันเป็นเชลซี "หัวหน้าฝูง" โน่นยิ่งทำให้มองดูภาพแจ่มชัดเลยว่า พวกเขาแพ้ยาก พลาดยาก
เสียแค่….โดนแบ่งแต้ม เลยแปลงเป็นหายสองแต้มจากการเสมอ อันนี้เป็นอะไรที่ มูรินโญ จำเป็นจะต้องรีบปรับปรุงแก้ไขโดยเร่งด่วน
ไม่เช่นนั้นจุดหมายอย่างพื้นที่ชปล. หายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังแมนฯสิตี้ เสียท่าโดนเอฟเวอร์ตันถล่มสกปรก 4-0 ทำให้พวกเขาตกมาเป็นทีมชั้นห้าในตารางคะแนนนำแมนฯยูฯ 2 แต้ม
เดี๋ยวนี้สื่ออังกฤษคาดการณ์ ฟันธงว่า สองทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ ที่ทุ่มเงินซื้อทั้งนักฟุตบอลแล้วก็จ่ายค่าจ้างผู้ฝึกสอน ได้โอกาสแย่งชั้น 5 กัน ดีที่สุดของสองทีมนี้เป็นไปชปล. ไม่ใช่ลุ้นแชมป์ ตราบจนกระทั่งจะมีการปรับแต่งผลงาน
แฟนผีเองก็ท้อเช่นเดียวกันในชัย 6 นัดหมายรวดของพวกเขากลับยังย่ำอยู่ที่ 6 อย่างเดิม ถึงแม้ว่าจะเกมปัจจุบันถ้าหากชนะลิเวอร์พูลได้ อาจมีหวังไกลกว่านี้แต่ก็ยังอยู่ตำแหน่งที่ 6 กระทั่งเสมือนชัยรวดก่อนหน้านี้ไร้คุณค่าอะไร
เรื่องจริงมันก็มีค่า…แต่เป็นเนื่องจากว่าต้นซีซั่นทำแต้มหกร่วงไปเยอะ ทำให้ 18 คะแนนในการชนะรวดมันจึงยังอยู่กับที่ ชั้นอยู่กับที่แต่ถ้าหากมองดูมุมบวก "ช่องว่าง" ต่ำลงไปเยอะ จะว่าไปพวกเขาห่างจากเชลซี 12 คะแนน
เป็นทีมเดียวที่ทิ้งห่างกระทั่งแทบหมดโอกาสไล่…แต่ชั้น 2 นั้นยังมีหวังครับผม
พวกเขาห่างสเปอร์ส, หงส์ 5 แต้ม ผมว่าไล่ง่ายดายเสียยิ่งกว่า แล้วก็คิดไปทีละลำดับขั้นเป็นเดี๋ยวนี้ไล่สองทีมนี้ให้ใกล้แล้วก็หาโอกาสแซง มันยังมีเวลาอีก 17 นัดหมาย ผมเชื่อว่า "ภูติผีปีศาจแดง" เป็นไปได้อย่างมากกว่าชั้น 4 อย่างที่สื่ออังกฤษมองดูแล้วก็ฟันธงกัน ผมยังไม่ตัดชื่อทั้งแมนฯยูฯ แล้วก็แมนฯสิตี้ทิ้ง
เดี๋ยวนี้จุดหมายสองทีมนี้เป็นลดช่องว่างกับกรุ๊ปลุ้นแชมป์ลงก่อน หลังจากนั้นค่อยรอดูว่าสถานการณ์แล้วก็ฟอร์มของพวกเขาจะไปถึงไหนเมื่อหมดมี.ค. ผมว่าสื่ออังกฤษใจร้อน แต่เข้าใจมุมมองที่มากประสบการณ์ของพวกเขาที่ติดตามฟุตบอลมาเป็น 30-40 ปีตลอดชีพ
เพียง…ผมแค่ไม่เชื่อว่าเราจะไปกาชื่อสองทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ออกจากกรุ๊ปหัวหน้า ขอรอดูอีกสักระยะ เนื่องจากว่าช่วงสองเดือนจากนี้เป็นช่วงทำแต้ม เร่งเครื่องไงครับผม มันเป็นช่วงที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อจุดหมายของพวกเขา
โน่นเป็นอนาคต…แต่อดีตที่พึ่งพิงจบลงไปหมาดๆกับศึกแดงเดือดที่หลายท่านเล่าขานว่าสนุก เร้าใจ ตื่นเต้น ไม่รู้เรื่องคนไหนกันชนะหรือแพ้ ถึงแม้ว่าจะFun8810 นาทีสุดท้ายในระหว่างที่หงส์แดงนำ 1-0 ซึ่งผมมองว่า พบร คลอปป์ ไม่เซอร์ไพรส์ มูรินโญ เลย
การถอนตั้งรับ….เพื่อคอยสวนกลับ ไม่น่าจะเป็นทางออกที่มาเล่นแดงเดือดแล้วคุณต้องการชนะ

โอเค…ก่อนเกม "ภูติผีปีศาจแดง" เหนือกว่าด้วยฟอร์มนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าเพราะอะไรแวดวงลูกหนังบ้านเรา บรรดาเซียน เกจิ ต่างพากันถือหางแมนฯยูฯ มากยิ่งกว่าลิเวอร์พูล กระทั่งตัวผมเองยังมองว่า โอกาสกลับบ้านมือเปล่ามีสูง สุดกำลังก็เสมอ
นักฟุตบอลชุด 11 คนแรกผ่านการกลั่นกรองจาก มู มาแล้วเพื่อพบลิเวอร์พูลในระบบ 4-3-3 โดยเฉพาะ มาร์กสิยาล, อิบรา, มคิทาร์ยาน เป็นสามแนวรุกข้างหน้า คาร์ริค, เอรรา, ป๊อกบา เป็นสามดินแดนกึ่งกลาง ข้างหลัง โรโฮ กลับมาฟิตทันคู่ ฟิล โจนส์ หามซ้ายเปลี่ยน ดาร์เมียน ลงเล่น
ตอนที่ พบร คลอปป์ ไม่ใช่ ดาเนียล สเตอริดจ์ อย่างที่คาดการณ์กัน โอริกิ, ฟีร์มีโน แล้วก็ ลัลลานา ยืนสามแนวรุก เนื่องจากว่าเขาต้องการใช้ดินแดนกึ่งกลางสู้ การมี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มาช่วยดินแดนกึ่งกลางทำให้ เอมเร ชาน กับ จินี ไวนัลดุ้ม ดูทำงานง่ายขึ้น
ระบบการเล่นออก 4-3-3 แต่แทกติเตียนที่ใช้เป็นรับแล้วคอยสวน ไล่เพรสสิง ดินแดนหน้าบ้างตามจังหวะ เพรสสิงดินแดนกึ่งกลางบ้าง ถอยคุมโซน อันนี้โดยมาก คอยแมนฯยูฯ พลาด เกมในครึ่งหลังช่วง 25 ท้องนาทีแรกจึงออกแทรก

กระทั่งความผิดพลาดอย่างอัศจรรย์ของ ปอล ป๊อกบา ที่ทำแฮนด์บอล เลยโดน ไมเคิล โอลิเวอร์ เป่าจุดโทษ เนื่องจากว่ามันซึ่งๆหน้า ไม่มีใครโต้แย้งได้ แล้วก็ใสสะอาด มิลเนอร์ รับฆ่าไม่พลาดเป้า นี่ก็ 10 ประตู เข้าไปแล้ว
หงส์นำ 1-0 นาทีที่ 27 โน่นยิ่งทำให้การครองบอลของภูติผีปีศาจแดงมีมากยิ่งกว่า แต่ยิงจังหวะแรกเข้ากรอบเป็นช่วงท้ายครึ่งแรกโน่น ฟรีคิกของ สลาตัน อิบราฮิโมวิช แต่วันนี้ มินโญเลต์ หรือ มินนี ดันผีเข้า
เซฟลูกยากได้…รวมถึงจังหวะหลุดเดี่ยวของพี่ชาย มิคกี้ ที่ยิง ติดมือเขาออกไป
การคุมเขตโทษ ปกป้องฟรีคิกแล้วก็เตะมุม มินนี ทำได้ดีพอควร ไม่มีลูกเหวอ หรือเปิดเผย ลองตรงข้ามถ้าหากเป็น ไอ้หล้อ คาริอุส ผมว่าคงจะโดนลงอาญา ซึ่ง คาริอุส ต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับบอลอังกฤษ อีกสักพักใหญ่ๆอย่างต่ำอาจจะหนึ่งซีซั่นนี้มิโญเลต์ ทำให้หงส์ไม่โดนตีเสมอในครึ่งแรก
ครึ่งหลัง มูรินโญ ตกลงใจเปลี่ยน คาร์ริค ออก ใช้ เวย์น รูนีย์ ลงไปในสนาม แล้วถอน ป๊อกบา ต่ำมายืนกึ่งกลางกลับ เอรรา ปรับระบบ 4-2-3-1 มีตัวรุกเกื้อหนุน อิบรา เยอะขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาก็คือ อิบรา ไม่ได้บอลมากมายซักเท่าไหร่ เขาต้องถอนต่ำมาหาโอกาสเล่นเอง ซึ่งทำได้ดีด้วย ในจังหวะให้บอล แม่นแล้วก็ได้เปรียบ เพียงจังหวะสุดท้ายผีไม่คมในเกมนี้ บอลผ่านหน้าปรีะตูไปมา
ถามว่าเกมออกแทรก และไม่ห่างกันมากมาย ตามแทกติเตียนกที่ หงส์ รับคุมโซน ผีพยายามเดินเกมรุก โดยเฉพาะช่วงนาทีที่ 50-60 บีบคั้นหงส์ได้มาก เกมรุกของหงส์นั้นไม่ก้าวหน้า แทบไม่ได้โต้เลยครับผม กระทั่ง คูติเตียนนโญ ลงมานั่นแหละที่ ผี บุกไม่ได้
แถมการเปลี่ยน มาต้า ลงมาทำให้เกมผีแผ่วไปเลย แปลงเป็นหงส์ได้เล่นบอลเยอะขึ้นเรื่อยๆ คุมเกมเยอะขึ้นเรื่อยๆ แถมมีจังหวะโต้ งามๆสองสามครั้ง แต่ปัญหาก็คือ ความไม่เนี้ยบ ไม่ละเอียดในการรับส่งบอล ดันมาเกิดขึ้น
ทั้งๆที่ดินแดนกึ่งกลางนั้น ป๊อกบา เล่นต่ำลงมากยิ่งกว่ามาตรฐาน แปลงเป็นส่วนเกินของแทกติเตียนกนัดหมายนี้ เล่นไม่ได้เลย พยายามครองบอลก็โดนรุมแย่ง จ่ายบอลขาดๆเกิน หมดคุณประโยชน์นานถึง 15 นาที เกมแมนฯยูฯ ไม่ก้าวหน้ามากยิ่งกว่าต้นครึ่งหลัง
กระทั่ง มูรินโญ ต้องใช้ทีเด็ด ลูกโด่งของ เฟลไลนี ลงมาช่วง 15 นาทีสุดท้าย ถอด ดาร์เมียน ออก แล้วก็บอมบ์ลูกโด่ง เพื่อบีบคั้นกองหลังหงส์ให้พลาด ซึ่งในจุดนี้ ตั้งแต่ดูหงส์ปีนี้มา ทุกนัดหมาย ใน 21 นัดหมาย เมื่อใดก็ตามที่กองหลัง เกมรับโดนบีบคั้น
ทั้งเสียแบบมีเหตุมีผลแล้วก็ไร้เหตุผล เสมือนเกมปัจจุบันที่ คลอปป์? พยายาม รักษาพื่นที่แล้วคอยสวน แต่สวนไม่ได้ เนื่องจากว่าบอลไม่แม่น ไม่คมพอเพียง ทำให้โดนบีบคั้นให้ต่อกรกับลูกโด่ง ผีจะออกข้าง ย้ำฝั่ง วาเลนเซีย ที่เร็ว แล้วก็เปิดบอลเข้าไปบีบกองหลังหงส์ยืนห่างสักก้าวสองก้าว สักครู่รู้่เรื่อง

จริงๆครับผม..ประตูตีเสมอ 1-1 นาทีที่ 84 มันมีเหตุมีผลในการเสียแล้วก็มาจากความสะเพร่าในการป้องกันของหงส์แดง
คลาวาน ประกบ เฟลไลนี ห่าง ทั้งๆที่ทราบว่าหมอนี่ สูง แต่ยืนห่าง ยิ่งทำให้ปกป้องยาก เฟลไลนี โหม่งบอลสะบัดไปชนเสา หลุดไปเข้าทาง วาเลนเซีย ที่ถึงบอลก่อน จินี ไวนัลดุ้ม ซะอีก ขอบเส้นหลังแล้วความนิ่งของ วาเลนเซีย ทำให้เขาหยอดเข้าหา อิบรา
ความเก่งกาจของ อิบรา เป็นย่อตัวโหม่งให้โด่งแล้วก็ห้อย เนื่องจากว่าจังหวะนั้น กองหลังกับประตู หงส์แดง ยืนกันมั่วไปหมด แล้วก็ตรงนั้นแค่ 10 หลา ความกว้างของประตูมีเยอะ การโหม่งห้อยของเขา มันเป็นการได้เปรียบในจุดนั้น
คิดอะไรไม่ออกบอก อิบรา ชั่วโมงนี้ เขาเป็นคนที่ช่วยวินิจฉัยประตูสำคัญให้ผี ด้วยความสามารถส่วนตัวของเขาเอง
1-1 เวลานี้ ยังมีเวลาให้แมนฯยูฯ คิดชนะได้เลย แล้วก็พวกเขาก็ต้องเสี่ยงกับการโดนสวนกลับ ซึ่งก็โดนจริงๆด้วย แต่ จินี ที่รับบอลในเขตโทษจาก เอมเร ชาน ดันส่งคืน เดเคอา สงสัย มึนกับเกมมั้งครับผมไม่น่าจะเรียกว่ายิงประตู มันเป็นการส่งคืน เดเคอา มากยิ่งกว่า
ผลเสมอ 1-1 มูรินโญ ไม่สบอารมณ์อีกแบบเนื่องจากว่าจุดหมายเกมนี้เป็นชนะ ตอนที่ คลอปป์ ไม่สบอารมณ์อีกแบบเนื่องจากว่าแทกติเตียนกของเขาวางมาแล้วเล่นใช้ได้ ในแง่ทำลายเกมแมนฯยูฯ ได้เป็นส่วนมาก ลดโอกาสของ อิบรา แล้วก็ มิคกี้ ลง เพื่อกองหลังรับภาระน้อยสุด
มันใช่เลย….อิบรา กับ มิคกี้ ได้โอกาสน้อยมากในการลุ้นประตู แต่จุดที่แมนฯยูฯ ได้ประตูมาจาก ลูกโด่งที่มี เฟลไลนี นำทีมในเขตโทษ ไม่ใช่อันตรายจาก อิบรา แล้วก็ มคิทาร์ยานคลอปป์ จึงไม่สบอารมณ์กับผลเสมอ จากผลงานในสนามที่เขามองว่าดีมากยิ่งกว่า
จุดนี้ผมเห็นด้วยกับ คลอปป์ การเล่นเกมตามแทกติเตียนกของหงส์แดง ทำได้ดีมากยิ่งกว่า ในสัดส่วนของการรับแล้วคอยสวน เล่นเพื่อทำลายสมรรถนะ อิบรา กับ มิคกี้ ซึ่งโดนเอาทิ้งไปจากเกม ซะเป็นส่วนใหญ่
เพียงสิ่งที่เห็นกระจ่างเป็น ถ้าหากคาดหมายว่าจะชนะ แมนฯยูฯ ให้ได้ หงส์แดงต้องมีความเนี้ยบในการเล่นมากยิ่งกว่านี้
เอมเร ชาน ….ยังมั่วๆซั่วๆอย่างเดิม เลี้ยงติด ส่งผิดจังหวะ เล่นบอลไม่เข้ากันเพื่อน เฮนโด ยกโทษเ้พราะหายกลับมา แต่มีส่วนในเกมเยอะ จินี ไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คิด ข้างหน้า โอริกิ นี่หนักเลย บุกได้น้อย
เป็นทีมคลอปป์ เบรกและลดสมรรถนะนักฟุตบอลผีได้ดีพอได้ แต่เมื่อคิดถึงการเล่นเกมรุก กลับขาดสมรรถนะไป หลายท่านพร่ำบ่นถึง มาเน ซึ่งแน่นอน ผมเห็นด้วย ถ้าหากมี มาเน่ อยู่ สมรรถนะเกมรุกจะดีมากยิ่งกว่านี้ ด้วยเนื่องจากว่า อดัม ลัลลานา จะลงมาเล่นดินแดนกึ่งกลาง เอมเร ชาน จะเป็นตัวสำรองแต่ไม่เป็นประโยชน์ไปนึกถึงนักฟุตบอลที่ไม่ได้ลงไปในสนาม
ทีมคลอปป์ เล่นได้ตามแทกติเตียนกของเขา แต่มันไม่ดีพอที่จะชนะแมนฯยูไนเต็ด ที่ฟอร์มร้อนแรงได้ แม้ มูรินโญ จะพยายามบอกหลังเกมว่า ผีบุก หงส์ รับ เขาคงลืมหรือละเลยไปว่าเมื่อต้นซีซั่นที่แอนฟิลด์แมนฯยูฯ รับแบบจอดรถบัสในครึ่งหลังเลยด้วยซำ้ เพื่อลดสมรรถนะของ มาเน, ฟีร์มีโน, คูติเตียนนโญไม่ว่าใดๆก็ตาม ทั้งสองทีมไม่ดีพอที่จะเอาชนะซึ่งกันและกัน
แฟนบอลุ้นกันเครียดเนื่องจากว่ากลัวเสียประตู กลัวแพ้ ในแต่ละครั้งที่ขึ้นบอล แต่เรื่องจริง มันเป็นเกมที่ไม่มีคุณภาพอะไร เสมือนที่ มูรินโญ บอก ถ้าหากเรานับจังหวะการส่งบอล บกพร่อง, การเลี้ยงที่ไม่รับประทานตัวกันง่ายๆ
ไม่ใช่เกมที่มีคุณภาพฟุตบอล แต่เป็นเกมที่สนุกในความหมายของแดงเดือด เนื่องจากว่าบอลไปเร็ว สองทีมเปลี่ยนกันแทงอลในดินแดนกึ่งกลางด้วย ไม่เสมือนแดงเดือด สมัย มอยส์, ฟาน กัล ที่ขาดความเย้ายวนใจในเกมภายหลังแบ่งแต้มกันทำให้ แมนฯยูไนเต็ด ลดช่องว่างกับกรุ๊ปนำไม่ได้ยังอยู่ที่ 6
       

ถั่วน้อย คืนรัง ผีแดง

ฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตนอย่างหนัก
ครั้นเมื่อจะบอกว่าปัญหาในเกมรุกของกลุ่มภูติผีปีศาจแดงอยู่ที่กองหน้าก็คงจะบอกได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงตรอกตาข่ายได้อย่างต่อเนื่อง
ปัญหาก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะอัตคัดขึ้นมาในทันที
นอกจากกองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นจำพวกหัวหอกอยู่ในแผนกล่าสังหารอีก 2 หน่วย คือ มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล ทว่าในตอนนี้ดูราวกับว่าทั้งคู่จะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้ากึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อถูกจับมายืนเป็นกองหน้าก็ชอบเล่นไม่ออก – ยิงประตูมิได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว & ฉะนี้
จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังต้องการด่วนในฤดูกาลหน้า เป็นนักฟุตบอลจำพวกดาวกระหน่ำประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามจึงถูกสื่อในเมืองหลวงที่ลูกหนังจับมาการร่วมประเวณีกับภูติผีปีศาจแดงอย่างสนุกสนุกสนานไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีแอร์ เอเมอริค โอบาเมยัง แล้วก็โดยไม่เว้นแม้แต่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้จนถึงวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็พูดถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์ยักษ์สยดสยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ประชาชนรู้จักเขาในชื่อ "ชิชาริโต้"
กุนซือจอมหยิ่งยโสให้สัมภาษณ์ข้างหลังจบเกมที่ทำได้แค่เสมอในบ้านตัวเอง 2 ครั้งต่อๆกันทำนองว่าด้วยแนวทางเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วก็นาต่อไปนี้ ด้วยการนำบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบจุดโทษได้อย่างใหญ่โต แม้เขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นลูกทีม นักฟุตบอลชาวจังโก้เก๋ผู้นี้น่าจะทะลวงตาข่ายได้ราวๆ 15-20 ประตู ต่อฤดูกาล
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาที่บอกว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งพ่อใหญ่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปลดปล่อยผู้เล่นที่ไม่สมควรจะปลดปล่อยออกจากกลุ่มไปผู้คนจำนวนมากหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าของสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูบวงสรวง เมื่อฤดูกาล 2015-16 เอ่ยถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกสูงที่สุด ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่พึ่งเลื้อยก้นจาก ประเทศเม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยมีชื่อ
ฤดูกาล 2010-11 นักฟุตบอลที่สหายร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" ซ้ำๆไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะลีกสูงสุดเป็นยุคที่ 19 รวมทั้งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดชิงแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างยั่งยืนไม่สำเร็จก็จริง แต่เมื่อลงมาเป็นผู้เล่นสำรองแล้วมักทำคะแนนได้ไม่ได้แตกต่างจากอาวุธลับของภูติผีปีศาจแดงเหมือนที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ซึมซับ" อย่าง โอเล่ กุนร์ นา โซลชา

ฤดูกาลถัดมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำคะแนนของตนเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนฤดูกาลแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะทำได้อีก 10 ประตูในฤดูกาล 2012-13
เพียงแค่แม้สังเกตให้ดีจะพบว่าในฤดูกาลสุดท้ายที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการกลุ่มภูติผีปีศาจแดง – คุณป๋ามึงเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ ลดลงไปเรื่อยๆ อย่างหนึ่งอาจเพราะเหตุว่าการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในเวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าประเภทหมูเดือดดังเดิม แต่อีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปเหมือนกัน
ฤดูกาลสุดท้ายของคุณป๋า ดาวเตะที่มีชื่อเต็มว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 9 นัดเพียงแค่นั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – กุนซือภูติผีปีศาจแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดูกาล 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 6 นัดเพียงแค่นั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัด) สถิติการถล่มตาข่ายจึงลดน้อยลงอย่างฮวบฮาบ เหลือเพียง 4 ประตูเพียงแค่นั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อแปลงแม่งานอีกทีเป็น หลุยส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่ชาติกำเนิดสูงกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมกลุ่ม ลุงอ้วนมึงจึงตกลงใจปลดปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้น่ารักน่าเอ็นดูของแฟนๆให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดูกาล 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "กษัตริย์ชุดขาว" ทั้งหมดทั้งปวง 33 นัด ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) แม้มีความคิดว่าชีวิตโดยมากอยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็นับว่าไม่น่าสะอิดสะเอียนสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด จึงดึงกองหน้าสายพันธุ์จังโก้เก๋ผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกทีในฤดูกาล 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นผู้เล่นสำรองทั้งหมดทั้งปวง 3 นัด จนถึง…ฟางเส้นสุดท้าย เมื่อตะบันบ่ายแก่ๆลงมา ถ่ม! จนถึงในเกมเพลย์ออฟ รอบคัด ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พวกพ้องภูติผีปีศาจแดงออกไปเยี่ยม คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นผู้เล่นสำรอง ภายหลังจากกลุ่มตัวเองนำห่าง 4-0 ก่อนจะได้จุดโทษ แต่คุณพี่เขาดันสังหารพลาดกล้วยๆซะอย่างนั้น!
ภาพที่ หลุยส์ ฟาน กัล ทำหน้าเหมือนถูกดึงขนก้นพร้อมกัน 8 เส้นพลางหันไปมองตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง อย่างกับเชื่อว่าสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั้งโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วต่อจากนั้นลุงอ้วนเหน็บกินส์แกก็ตกลงใจปลดปล่อยกองหน้ากลุ่มชาติประเทศเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูบวงสรวง ไปในราคาแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" โดยมากอาจเสียดาย แต่ขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยหรืออาวรณ์อะไรมากมายก่ายกอง เพราะเหตุว่าระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยแล้วก็ยิงน้อย แถมยังถูกปลดปล่อยให้กลุ่มอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดูกาล

บนเวทีบุนเดสลีกาเหมือนกลับมาเกิดใหม่ใหม่ เมื่อฤดูกาลแรกกับ เลเวอร์คูบวงสรวง "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดในทุกรายการเริ่มมีเสียงพร่ำบ่นน่าเสียดายให้ได้ยินส่วนฤดูกาลนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัด โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูบวงสรวง ไปแล้วทั้งหมดทั้งปวง 72 นัด ยิง 38 ประตู ซึ่งถือเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำคะแนนที่สูงพอสมควร เป็นยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัด ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติแล้วก็ค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อมองเห็นการกลับมาเกิดใหม่ใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้ภูติผีปีศาจแดงก็ออกอาการอาลัย & อาวรณ์ ขึ้นมาในทันที ทำนองว่าน่าเสียดายพลางยกย่องกุนซือภูติผีปีศาจแดงคนเก่าว่า "เอ็งขายออกไปได้ยังไงขอรับ…ไอ้หอก!" โดยเหตุนี้ไม่จำเป็นต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือเปล่า? คำตอบโดยมากคงจะเช่นเดียวกันนั่นแหละคือ "เอานะ" (สำหรับค่าตอบแทนก็คงจะไม่แพงน่าสะอิดสะเอียน แต่คงจะสูงกว่าที่ขายออกไปแน่ๆ) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบโจทย์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือเปล่า?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนครับผม
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความสามารถความสามารถส่วนตัวออกจะต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณสมบัติในการกระชากบอลหนีคู่แข่งขันหรือเลี้ยงรับประทานตัวคู่แข่งขัน – จับบอลก็โอนไปโอนมา จ่ายบอลก็ไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร
ลักษณะเด่นหรือจุดขายเพียงจุดเดียวเป็นการทำคะแนนในกรอบจุดโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตเท่าๆกับสัญชาติญาณมือสังหาร โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในจำพวก "หมาจิ้งจอกในกรอบจุดโทษ"เอาง่ายๆว่ากำเนิดมาเพื่อกระแทกประตูเพียงอย่างเดียวปัญหาก็คือแม้ฟอร์มตกเมื่อไหร่ หรือสหายร่วมกลุ่มไม่อาจจะเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำคะแนนได้มากเพียงพอ เขาก็จะแปลงกายเป็นสากกะเบือที่หมดคุณประโยชน์ในทันที โดย 12 นัดปัจจุบันที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้แค่ 1 ประตูเท่านั้นเองนั่นอาจเป็นเหตุผลที่บอกว่าเพราะอะไร หลุยส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในบอลยุคใหม่ที่กองหน้าควรจะมีส่วนร่วมกับเกม แล้วก็จำต้องทำอะไรให้ได้มากยิ่งกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษพากเพียรนำเสนอแต่สถิติที่สวยงาม ดังเช่นการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่บอกว่าในฤดูกาลนี้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่มึงยิงมิได้ต่อเนื่องกันถึง 16 นัดเลยทีเดียว
ที่สำคัญเป็นการสงครามภมิแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันจึงอาจมิได้หมายความว่าจะยิงกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
ปัจจุบันอายุของ "น้องถั่ว" พึ่งจะ 28 ขวบเท่านั้นเองขอรับ เรียกว่าอยู่ในช่วงพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน รู้เรื่องว่า "เถ้าแก่ขายยา" ก็คงจะไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ อาจไม่เหมาะกับขั้นตอนการเล่นบอลแบบย้ำการครอบครองของ หลุยส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เพราะเหตุว่าต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบจุดโทษน้อยไปหน่อย แต่น่าจะเหมาะสมกับหนทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้ภูติผีปีศาจแดงเปิดเกมบุกใส่คู่แข่งขันอย่างรวดเร็วแล้วก็น้อยจังหวะมากยิ่งกว่าบนความสนุกสนานเยอะขึ้น

ครึ่งปีของโชเซ่ มูรินโญ่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะอะไรน่ะหรือ ? เพราะว่าประวัติศาสตร์ของชมรมนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานปัจจุบันคือพลาด พลาดที่ไม่อาจจะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าสะอิดสะเอียน แม้กระนั้นควรจะทำเป็นดีมากกว่านี้ โดยมองจากทีมกำลังพอดีรวมทั้งทำผลงานได้ดี
ตอนเปิดตัวเมื่อก.ค. เราแทบจะไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เพราะว่าเขาอาจจะตระหนักดีว่าการมารับงานที่ชมรมนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้สัญญาทึ่มๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู้นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : เพราะอะไร ในปีหลังๆสิ่งต่างๆมิได้สวยสดงดงามดังที่เคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่ชัดแจ้งคือ บอลเปลี่ยนไปมาก รวมทั้งการแข่งขันชิงชัยมิได้เสมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อน มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครอบครองความโหฬารอยู่ทีมเดียว ผมรู้กันดี ผมรู้ดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าคุณคิดออกหนแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมมิได้หยิ่งยโสเลย ผมรู้ดีว่าคำบอกเล่าผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมกล่าวว่า : "ผมอยากให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ขณะนี้" แม้กระนั้นผมมีความคิดว่า ถึงขณะนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะคืออะไร คุณก็ต้องบอกแบบงั้น แม้กระนั้นผมรู้ดีว่ามันยาก"
"ผมรู้ดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีหลัง ผมรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่ชมรมอื่นๆแม้กระนั้นผมก็ยังอยากเปิดให้สัมภาษณ์แบบนั้น เพราะว่าผมคิดว่ามันถูก"
นี่คือการพูดของคนที่ตระหนักรู้ มีสติสัมปชัญญะครบ มูรินโญ่มิได้หยิ่งยโสอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขารู้ดีว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวคือต้องได้แชมป์ ไม่ว่าทีมเวลานี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม รวมทั้งเขารู้ดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมอยาก ผมเลือกอยู่กับชมรมที่ผมอยากไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกๆอย่างที่ผมมี ผมไม่อาจจะให้อะไรได้มากกว่านี้แล้วในด้านของ เวลา, ความต้องการ รวมทั้งความขมักเขม้น ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าผมวิเคราะห์ตัวเอง ผมมีตอนบรรลุเป้าหมาย ที่ผมได้แชมป์เยอะมาก แม้กระนั้นผมมิได้มีความสุขสุดกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำเวลานี้ ผมมีความคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากกว่านั้น รวมทั้งทำอะไรให้ดีมากกว่านั้นได้ แม้กระนั้นในช่วงเวลานี้ ผมมความสบายกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสบายอย่างยิ่งยวดในบอลอยู่ นั่นคือพาทีมชนะรวมทั้งได้แชมป์"
แสดงว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด รวมทั้งเชลซี 2 รอบ ที่เขานำทีมได้แชมป์มาตลอด แม้กระนั้นเขากลับรู้ดีว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
มีความคิดว่าตัวเองยังไม่สุดกำลังกับการควบคุมทีม แม้กระนั้นขณะนี้เขากลับบอกว่า เขากำลังมีความสุขที่สุด ในขณะที่เหตุการณ์รวมทั้งจังหวะการคว้าชัยชนะของภูติผีแดง ณ เวลานี้ ไกลห่างจากการประสบความสำเร็จ … เพราะอะไรถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรคือความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักเตะ การเชิดชูเทิดทูนที่ท่านมีให้แก่พวกชมรมใหญ่ๆนักเตะเก่งๆ"
"ผมคิดออกไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดหมายชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แม้กระนั้นผมรู้ทุกๆอย่างเกี่ยวกับนัดหมายชิงนัดหมายนี้ เพราะว่ามันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ผมต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"หนแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง (คุมปอร์โต้ปี 2004) รวมทั้งหนแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดเยอะมากในอาชีพของผมรวมทั้งผมรู้กันดีถึงประวัติศาสตร์ของพวกคุณ ผมมิได้เรียนอะไรเลยตอนมาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเรียนเรื่องของชมรมต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แม้กระนั้นกับที่นี่ ผมไม่จำต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเยอะแยะ แม้กระทั้งกระทั่งก่อนที่จะผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกคุณเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมทีมชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สมัยที่ หลุยส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ รวมทั้งข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หลุยส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีบอกว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ เวลาที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มจัดแจงสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คหมูแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนอังกฤษกว่า 50,000 คนตะโกนใส่หูผม" รวมทั้งเขาบอกว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นชมรมที่เขาพอใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีวันลืมด้วยเหมือนกัน
"คุณอาจจะหวังว่าผมจะตอบอันอื่น แม้กระนั้นความจำที่ชัดแจ้งของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือขณะที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 แล้วอีก 5 นาทีถัดมาเป็นแดนนรก!!"
"ตามปกติแล้วถ้าเรายิงประตูในนาที 88 คู่ต่อสู้ของเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นแบบงั้น เรากลับมี 5 นาทีที่นายทวารเราต้องแงะซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระดอนไปมา แบ็กซ้ายของผมต้องไปยืนคุมเสา เราคิดว่ามันอาจจะจบไปแล้ว แม้กระนั้นพวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) คิดว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นฝ่ายชนะ ผมจำเสียงดังตอนนั้นได้ดี"
"ผมคิดว่าเกมมันจบสุดแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยินยอมให้เกมจบลง มันเป็นแดนนรกของเราเลย แดนนรก!!!"
เหตุการณ์ขณะนี้คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แม้กระนั้นเขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามแห่งนี้ในฐานะกุนซือคู่ต่อสู้ ครั้งนี้เขาเดินลงในสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราชมรมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่ทรวงอก
"พึงใจ ผมมีความภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมทีมใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์เยอะมาก มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่ขี้อายเลย ไม่สักหน่อย ผมแค่คิดว่า "นี่มันเหมาะกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นอกมั่นใจ รวมทั้งนิ่งมาก ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแม้กระนั้นผมก็พึงใจมากด้วยเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่ต่อสู้ เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณมีความคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกบอล" คุณมองไปทั่วสนามแล้วรำพึงรำพันว่า "ว้าววว" แม้กระนั้นผมก็เคยมีความคิดว่ามันเหมาะกับผมด้วยเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกพึงใจมากทุกนัดหมายที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกแบบงั้น รวมทั้งหวังว่าจะรู้สึกแบบงั้นไปจนถึงช่วงเวลากลางคืนในที่สุดของผม มันควรจะเป็นแบบงั้น ผมเกลียดชังเลยเวลาผู้เล่นอยู่ที่นี่ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับชมรมต่ำลง"
การได้มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่บอกว่าเขารู้กันดีถึงประวัติศาสตร์ชมรมหนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของการมอบโอกาสเด็กจากทีมเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดมอบโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักเตะที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แม้กระนั้นมีบุคคลที่พร้อม (สำหรับทีมชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูกาลที่แล้ว หลายคนรอโอกาส หลายคนมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดัน ไม่มีนักเตะชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อคอยให้พวกเขาทำผิดพลาด" (สมัยของ ฟาน กาล)
"ช่องทางก็มีแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีวันเลือกอื่น เพราะว่ามีนักเตะเจ็บเยอะแยะ"
"เหตุการณ์ต่างไปในฤดูกาลนี้ นักเตะเจ็บน้อยมาก ความคาดหวังในตัวนักเตะก็สูงมากขึ้น"
"ถ้าคุณไปไล่ดูในประวัติดาวรุ่งของชมรม คุณจะพบ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่มิได้ดีเท่าปีแรกนะ แม้กระนั้นแล้วปีที่ 3 ค่อยกระโดดมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่เรารู้จัก"
"มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับดาวรุ่งส่วนมาก พวกเขาขึ้นมาหนแรก ไม่รู้จักสึกบีบคั้น ไม่รู้จักสึกถึงความรับผิดชอบ คู่ต่อสู้ก็ไม่ทราบ เลยโดนเล่นงานแบบไม่ตั้งตัว แม้กระนั้นเราก็ฝึกกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางครั้งบางคราวบอล มันขึ้นกับจังหวะ แน่นอน ทุกคนที่นี่รู้กันดีถึงทางของชมรมนี้ที่มอบโอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินการอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือขณะนั้น
เขาบอกว่า เขาไม่อยากโดนแบนอีก เลยมักมองเห็นเขาต้องนั่งข้างสนามบ่อยครั้งเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาพากเพียรอดทนอดกลั้น พากเพียรนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกมีความสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในระยะหลัง ซึ่งเขารับรองว่าเขาพร้อมจะอยู่กับทีมไปยาวๆ
"ผมมีสัญญา 3 ปี ผมไม่อาจจะขอมากกว่านั้นได้ปัจจุบันนี้ แม้กระนั้นถ้าผมบรรลุเป้าหมายปัจจุบันนี้ผมอาจจะขอสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะว่าผมอยากอยู่"
"ผมอยากอยู่ที่นี่ มันเป็นชมรมที่ผมสามารถสร้างความสำเร็จใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมอยากเวลาสักนิดสักหน่อย ผมคิดว่า 3 ปีก็พอเพียงแล้ว (ในกระบวนการทำทีมกลับมาบรรลุเป้าหมาย)"
"ผมมิได้ขอมากกว่านี้ แม้กระนั้นผมอยากอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาอยาก ไม่ใช่ขณะที่ผมอยาก เพราะว่าผมไม่อยากจากไปเลย"

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป แมนฯยูไนเต็ด

ช่วงนี้ข่าวสารระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วนะครับ
ล่าสุดสื่อฝรั่งเศสหลายรายรวมถึงนักข่าวดังที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าฝรั่งเศสกับ ‘ปีศาจแดง’ บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกันได้แล้ว
ทดลองสื่อถิ่นกำเนิดของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ เห็นจะมีต้นเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เนื่องจากว่าทางฝั่งสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากแต่ว่าก็เริ่มลงรายละเอียดบ้างแล้ว
ถ้าหากจำกันได้ ช่วงวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว หลักๆก็ว่าถึงข่าวสารรวมทั้งกระแสที่สเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ว่าก็ทิ้งท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นไปได้พอควร
มาวันนี้จากที่เกาะติดสถานการณ์มาเรื่อยๆรวมทั้งการตีข่าวสารจากฝรั่งเศส เห็นทีอาจจะต้องปรับระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ให้สูงขึ้นอีก วิเคราะห์กันที่ตรงนี้ เพราะเหตุใด กริซมันน์ ก็เลยจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลหลักๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงลำดับที่ 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลตำหนิโก รวมทั้งต้องการไขว่คว้าหาการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับทีมมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนกระทั่งช่วงนี้ก็แทบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันส่วนตัวนับได้ว่าบรรลุผลสำเร็จอย่างมาก เป็นขุนพลตัวหลักของทีม ยิงประตูได้มาก ได้รางวัลผู้เล่นดีของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่ล่าสุดจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการยอมรับจากแฟนๆตราหมี รวมทั้งผู้คนในวงการแล้ว กริซมันน์ กลับบรรลุผลสำเร็จคว้าแชมป์กับ แอตเลตำหนิโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูล่าสุด แต่ว่าก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลตำหนิโก เขาก็เลยได้เพียงแชมป์ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงรายการเดียวเพียงแค่นั้น ซึ่งน้อยอยู่ดีเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมามองเส้นทางของ ‘ตราหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งขันมากกว่าหนึ่งนัด ซึ่งหากว่าทีมชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากทีมอย่าง มาดริด อย่างนี้ก็โบกมือลาจังหวะคว้าแชมป์ได้เลย เฉกเหมือนกับสถานการณ์ในโกปา เดล เรย์ ที่ทีมกรุยไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็น เนื่องจากว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ รวมทั้งสหายๆดันพ่ายแพ้ค้างรังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปถือว่ายากมาก จังหวะหยุดปีนป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงรายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 ทีมในที่สุดเพียงแค่นั้นที่ยังเป็นความปรารถนา แต่ว่าเส้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูสังเวย ได้ แต่ว่าก็มีเสือสิงห์กระทิงเเรดรออยู่อีกมาก ด้วยการบรรลุเป้าหมายที่คว้ามาได้เพียงน้อยนิด อาจเป็นชนวนเหตุให้เขานึกถึงความเจริญในอนาคต เนื่องจากว่าสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การคว้าแชมป์รวมทั้งการยกฐานะตนเองขึ้นไปเรื่อยๆถือว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่า มีความสามารถมากกว่าจะเอื้อจังหวะให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าลำดับที่ 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตกลงใจยกฐานะตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาแทบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาพัฒนาตนเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดแม้เขาคิดก้าวผ่านจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ เว้นเสียแต่ชื่อเสียง รวมทั้งเกียรติแล้ว เรื่องของรายพอดีจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ถือว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวสารว่าถ้าหาก กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าจ้างเป็นอย่างมากเสมอกันกับ ปอล ป็อกบา เพื่อนสนิทถึง 17 ล้านยูโรต่อปี จำนวนค่าจ้างนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในขณะนี้ ถือว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ตราหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีพอๆกับ โกเก้ ราคานี้ถือเป็นเรตค่าจ้างสูงสุดที่กระดานแอตเลตำหนิโกจะจ่ายให้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นสตาร์ลำดับที่หนึ่งของทีม แต่ว่าถ้าหากจะอัพให้มากกว่านี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่า ‘ตราหมี’ เป็นทีมที่มีวินัยทางการเงินเคร่งครัด พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีผู้ใดได้มากกว่า 6 ล้าน แม้นักฟุตบอลรายใดที่ต้องการได้มากกว่า ก็มีแค่ลู่ทางเดียวเพียงแค่นั้นคือ ‘ย้ายออก’ ราวกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตสองหัวหอกจำเป็นต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าจ้างที่สูงกว่า ทั้งที่บรรลุผลสำเร็จอย่างมากรวมทั้งเล่นกับทีมได้เป็นอย่างดี อีกต้นสายปลายเหตุนึงที่มีหัวใจหลักไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความยำเกรง รวมทั้งวางใจ ซิเมโอเน่ เป็นอย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบเท่าที่ โชโล่ ยังอยู่กับทีมเขาจะไม่ไปไหนแต่ว่าจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส ซิเมโอเน่ บิดาของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ลา ทุ่งนาซิออน สื่ออาร์เจนตำหนิน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดความเคลื่อนไหว” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกกับชีวิตที่มาดริด แต่ว่าความเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ เพียงแต่ผมไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ทดลองบิดากุนซือใหญ่บอกชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรจะเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อวิตกกังวลที่ว่า แอต.มาดริด อาจไม่ยินยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูจะเป็นข้อสันนิษฐานที่พร่า เนื่องจากว่านานมาแล้ว ‘ตราหมี’ ไม่คยยี่หระกับการขายสตาร์ของทีมออกไปเลยแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด โคนร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
ลำแข้งกลุ่มนี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจจะไม่มีข้องดเว้น ขอแค่เพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะโดนจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา ข้อสำคัญคือ แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มมากแค่ไหน ? ถ้าหากระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกข้อตกลงที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ตราหมี’ นั้น ล่าสุดผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงประเด็นนี้ แม้หลายๆคนยังไม่เชื่อว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ว่าถ้าหากจบแล้วมันหลบหลีกมิได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าหากเขาย้าย เราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ที่ผ่านมาเราทำให้มองเห็นมาบ่อยแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ตราหมีแสดงทรรศนะกับผมไว้แบบนี้ส่วนตัว ผมมองว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวรวมทั้งคนซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลตำหนิโก ก็แค่คอยฟังคำแนะนำ

กฎอะเวย์โกล…แฟร์จริงหรือ

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น นอกเหนือจากจะก่อให้อ่างจานชามยักษ์เงียบมากโดยมีแม้กระนั้นเสียงโห่ร้องจากบรรดาผู้มาเยือนห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์มีความรู้สึกว่ากฎประตูกลุ่มเยือนที่ออกกันมานั้นมีความอยุติธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ไงกลุ่มที่อุตสาห์ตั้งอกตั้งใจรัวถึงสามลูก (ทั้งที่จากเกมแรเกรียวกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเป็นระเบียบเรียบร้อย) จำเป็นต้องมาโดนดับโอกาสเพียงการเสียลูกเดียว??

ในตอนนั้นเข็มนาฬิกากระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดเดียว นั่นซึ่งก็คือว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู แม้มั่นใจว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่กลุ่มไก่กาที่ไหน นี่คือชมรมลำดับที่หนึ่งของฝรั่งเศสซึ่งมีความทะเยอทะยานมุ่งหมายครอบครองเจ้ายุโรปให้ต้องได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแม้กระนั้นบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจจะตบเกียร์ห้าถัดไป อย่าลืมว่าข้อตำหนิคือหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วคนไหนกันแน่ได้มากกว่าจะได้รับการยกมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อพวกกลุ่มเยือนไม่เป็นอุดกันเป็นข้อแม้สำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคหยุดรอบรองชนะเลิศอีกทีด้วยการ''เสมอ'' แอตเลติเตียนโก มาดริดสองนัด 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แม้กระนั้นมาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามคำถามว่าเสือใต้ควรอกหักไม่ได้ไปซาน ซิโร่ที่ไหน??

ปี 2009 คำกริยาอันธพาลของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา หากยังคิดออก แต่ทว่านั่นแหละทุกคนรู้เรื่องว่าเป็นคนไหนกันแน่ก็โกรธ ทั้งการเป่าแย่ของเชิ้ตดำจากนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจำเป็นต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งที่สกอร์สองนัดยังไงก็ควรจะได้เตะต่อเวลาเพราะเสมอกัน 1-1 แม้เพียงกติกาจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์กลุ่มเยือนพิเศษในกรณีทำคะแนนนอกรังได้ หรือจนกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำได้ดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้พอๆกับบาเยิร์นเหมาะ 3-3 แม้กระนั้นพวกเขาก็ไม่วายจำเป็นต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เพราะจากกฎอะเวย์โกล

แน่นอน แท็กติกจึงจำเป็นต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยือนจำพวกนี้

ปัญหาก็คือว่ากลุ่มที่ได้เฝ้ารังก่อนแม้ไม่ได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรทำตามไรดี เนื่องมาจากหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บชัยชนะก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าในทันที ซึ่งฤดูที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำอย่างนั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอติเตียนฮัด สเตเดี้ยม เพียงแต่เกมสองไม่สามารถที่จะอาศัยเกมโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของราชันชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นทีแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดแจงรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เสมอกัน แต่ก่อนจำเป็นต้องคิดภาพตามว่ายุคอดีตกาลที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ค่อนข้างจะล้าหลัง ซึ่งยุคนั้นมีการคำนวณว่าสถิติชัยชนะของกลุ่มเยือนในเวทียุโรปมีแค่ 16% โดยก็เพียงพอรู้เรื่องตามได้ว่ามันลำบากต่อการที่กลุ่มใดก็ตามจำเป็นต้องผ่านน้ำผ่านทะเลไปฟาดแข้งภายใต้ข้อจำกัดของปัจจัยต่างๆ

ย้อนกลับไปจึงมักพบผลที่ชนะกันใหญ่โต อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของประเทศฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่ถล่มกลุ่มจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 เป็นต้น

นอกจาก ตามความเชื่อของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อกลุ่มที่ไปพ่ายแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

แต่ เวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ขณะนี้การออกนอกประเทศถือว่านอนสอนง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยเท่านั้นอีกแล้ว สถิติของกลุ่มเยือนในยุโรปก็กำชัยมากเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมมั่นใจว่าเกมฟุตบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนวันพุธ ทดลองว่าเป็นกลุ่มอื่นก็อาจจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลอย่างนั้น

แม้นั่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพร้อมพรั่งด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็อาจถูกทำโทษนักฟุตบอลจากเมืองหลวงฝรั่งเศสเหตุว่า พวกเขาเกรงสั่นเกินความจำเป็น ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกติดกันภายในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

ช่วงเวลาเดียวกันก็เป็นได้ว่าแม้ไม่มีอะเวย์โกล เกมก็อาจจำเป็นต้องต่อเวลาเนื่องมาจากเพียงพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็อาจผ่อนเกมลง ขอใช้คำว่า ''อาจจะ'' ครับผม เนื่องมาจากการมาเขียนวิเคราะห์ทีหลังย่อมยากที่จะเดาเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามในตอนนั้นๆ

ครับ ตามเซนส์ของเราทั่วๆไปนั้น ระบบเหย้า-เยือนไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ข้างใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดสองมักถูกเห็นว่าได้เปรียบกว่า

เนื่องมาจากกฎอะเวย์โกลส่งผลให้กลุ่มที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ยุทธวิธีใดสู้ บางครั้งมขอยิงได้สักลูกก็พอใจ แม้จบด้วยชัยชนะจะเพอรต์แม้กระนั้นหากเสมอ 1-1 หรือจนกระทั่งพลาดท่าก่อน 1-2 ก็คงมีความเชื่อมั่นใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

นอกจากจากผลของการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 รวมทั้งรอบตัดเชือก) มีสูงขึ้นยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าถัวเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งนั่นก็อาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูกลุ่มเยือนได้ว่าส่งผลให้นัดสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าหามากมายกว่า หรือบางครั้งมันเป็นธรรมชาติของเกมฟุตบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็ชอบไม่สนุกเท่าครึ่งข้างหลัง

''เพราะครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางครั้งก็ดูเชิงกันบ้าง บางครั้งก็เน้นย้ำแท็กติกกันมากมายไป รวมทั้งบางครั้งร่างกายที่เพิ่งลงไปอาจจะฟิตทั้งคู่ แม้กระนั้นเพียงพอเวลาผ่านไปกลุ่มที่ฟิตกว่าก็อาจบดเอาชนะได้'' กูรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ผ่านไปเมื่อคืนวันอังคารรวมทั้งพุธก็เดินตามทฤษฎีดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์อาจโอดครวญถึงโอกาสมากมายก่ายกองในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยศักยภาพทั้งหมดทั้งปวงก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายต่อหน้าต่อตากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางบุคคลชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็แล้วแต่กว่าไปเตะจุดลูกโทษ ซึ่งไม่ต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้กระทั้งกฎซัดเดนเดธซึ่งเคยประยุกต์ใช้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนทารุณโหดร้ายเกินความจำเป็น

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เพราะพวกเขาไม่ต้องการที่จะอยากเสียในบ้านก่อน พวกเขามั่นใจว่าเกมสองที่ไปเยือนการไม่เสียไปก่อนจะก่อให้เล่นง่ายยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครที่เป็นกลุ่มที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน กลุ่มนั้นจะเป็นต่อ'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยร่วงทัศนะเอาไว้นานแล้ว

ตามธรรมดาแล้วกลุ่มที่เก่งกว่าก็ควรเอาชนะกลุ่มที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่กินปลาเล็กนั่นแล

แม้ด้วยความเป็นฟุตบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะปัจจุบันที่เรื่องความก้าวหน้าของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้แต่ละกลุ่มแทบใกล้เคียงกัน นอกจากในทางทุน, ฝีเท้านักฟุตบอล กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจจะแตกต่าง

กฎอะเวย์โกลจึงเรียกว่าน่าเอื้อกลุ่มเล็กๆมากกว่า เนื่องมาจากพวกกลุ่มใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

แม้ประตูกลุ่มเยือนนี่แหละ…มักรังควานพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแม้กระนั้นพวกเขาย่อมอาจจะเปี่ยมด้วยความหวัง เพราะเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของหัวหน้าฝูงลีก เอิง ตอนนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ ทันทีที่เห็นท่าหนคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่ฆ่าเข้าไป ก็ไม่ได้แตกต่างจากผีเสื้อสักตัวที่พบกับดักใยแมงมุมจนทำให้บินต่อไม่ติด ทั้งที่ดอกไม้อันงามยกช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือกติกาที่แฟร์มั้ย??

อาจจะไม่ แม้กระนั้นมันก็อาจจะดีมากกว่าเตะจุดลูกโทษแม้ไตร่ตรองเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เพราะมันได้วัดกึ๋นของผู้ฝึกสอนกับความเตรียมความพร้อมของกลุ่ม

แม้ผีเสื้อตัวหนึ่งอาจจะต่อต้าน

เพราะมันอยากบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ยกช่อ แม้กระทั่งปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

มิราเคิลแห่งเลสเตอร์

ขอพูดว่ามันเป็นเรื่องน่าพิศวงมากครับผม น่าพิศวงเท่าๆกับการได้แชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ สิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียวว
เป็นนับจาก เคลาดิโอ รานิเอปรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม – ทันใด! อดีตผู้ร่วมทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจนายจ้างเก่าถึง 6 ครั้งต่อๆกันในทุกรายการ โดยถล่มไป 15 ประตู แล้วก็เสียเพียงแต่ 4 เม็ดเพียงแค่นั้น
พรรคพวกหมาจิ้งจอกไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนกระทั่งเกือบจะมั่นอกมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่นอนแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมในที่สุดของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เสร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าเกิดพวกมึง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนต้นฤดูกาล เผลอๆบางทีอาจมีสิทธิ์ป้องกันแชมป์ของตัวเองได้เสร็จด้วย ไม่น่าเชื่อเหมือนกันครับผมว่าเรื่องเหล่านี้จะมีขึ้น หลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการทีมให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับผม – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แม้กระนั้นก็จำต้องเชื่อ ด้วยเหตุว่ามันเป็นไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ คุมทีมในพรีเมียร์ลีกไปทั้งสิ้น 25 นัด ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่แข่งขันได้เพียงแต่ 5 นัดเพียงแค่นั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนจะเปลี่ยนกุนซือใหม่ เลสเตอร์ เจอความปราชัยถึง 7 นัด แล้วก็เสมอ 2 นัด โดยแพ้ผู้ใดกันเลย
ผลงานตกอับดำดิ่งแตกต่างจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วแบบหน้ามือเป็นข้างหลังตีน พวกเขากลายร่างเป็นทีมดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนกระทั่งไปยืนอยู่หน้าปากเหว ล่อแหลมต่อการโดนถีบตกชั้นถึงแม้ว่าตัวเองมีศักดิ์เป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้เชี่ยวชาญทางด้านเกมลูกหนังผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย (รวมถึงผู้ไม่ชำนาญอย่างผมด้วย) พากันวิเคราะห์หาต้นสายปลายเหตุที่พูดว่าเพราะเหตุใด "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความเสื่อมถอยแบบนี้ ก่อนที่จะเจอต้นสายปลายเหตุหลักๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ น่าจะหมดแรงกระตุ้น ข้างหลังพุ่งชนการบรรลุเป้าหมายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่ๆว่าคู่แข่งขันย่อมรอบคอบแล้วก็เน้นมากขึ้นเรื่อยๆยามเจอทีมหมาจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การปราศจากผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นคนจำนวนไม่น้อยฟอร์มตกอย่างน่ารังเกียจ ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ปีศาจเรซ แล้วก็เจมี่ วาร์ดี้
แล้วก็ฯลฯ อาทิเช่น "พลังงานบางสิ่งบางอย่าง" ที่พิสูจน์มิได้ทางวิทยาศาสตร์น่าจะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ซะแล้ว
หรือกองเชียร์หมาจิ้งจอกไทยที่เคยเจออย่างมากในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์น่าจะหายบ้าเห่อ หลังจากที่ความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนี้จะตกลงไปอย่างน่าตกใจ แม้กระนั้นในชัย 6 นัดปัจจุบัน มันชี้ชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหากลุ่มนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้ชี้ให้เห็นว่าหมดแรงกระตุ้นที่ไหน สิ่งที่มองเห็นเป็นการไล่ขย่มคู่แข่งขันอย่างเอ็นหน้าจอยหัวแม่ตีน
แม้คู่แข่งขันจะรอบคอบอย่างจงหนักตามสูตรสำเร็จเวลาเจอแชมป์เก่า แม้กระนั้นพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่ตีนด้วย
แม้จะปราศจาก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แม้กระนั้น เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นๆเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเยี่ยมพอที่จะเอาชนะคู่แข่งขันอย่างเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ปีศาจเรซ แล้วก็เจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมออกมาอีกครั้ง
เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เองก็มิได้ทำอะไรผิดพลาดน่ารังเกียจ แล้วผู้ร่วมทีมจะแงะเลื่อยกระแสไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร แล้วก็ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ครอบครองทีมที่เป็นคนไทยก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ คนใดที่มาไปพบแล้วอ้อนวอนให้ปลดกุนซือชาวอิตาลีออกจากตำแหน่งสักนิดสักหน่อย ตัวผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษใส่ความว่าขอไปพบผู้ครอบครองทีม เพื่อถีบนายจ้างของตัวเองออกจากตำแหน่งก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นด้วยเหมือนกันว่าไม่เคยทำอะไรที่เสื่อมเสียแบบงั้น
จึงพอเพียงจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มผู้ฝึกสอน" ครับผม มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มผู้ฝึกสอนเนี่ย ด้วยเหตุว่ามันน่าสมเพช เข้าใจว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ประชาชนคิดกันไปเองซะมากกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ประชาชนเขานินทากัน แล้วเพราะอะไร ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนแล้วก็ข้างหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอปรี่ มันถึงได้ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้คงจำต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้จัดการทีมคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่เป็นยอดเยี่ยมผู้จัดการทีมระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีผู้ใดกันรู้มาก่อน เขาวางแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ผู้ร่วมทีม เน้นย้ำเกมรับรัดกุม ก่อนที่จะจังหวะโจมตีแบบลอบฆ่า อาศัยความสามารถเฉพาะตัวของ รียาด ปีศาจเรซ แล้วก็ความรวดเร็วขุนนางเกลื่อนกลาดของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็อย่างเดิม คือ 4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
ตัวผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมความสามารถบางทีอาจต่ำลงมากยิ่งกว่าเดิมด้วย ด้วยเหตุว่าอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ที่ไหน เราก็อยู่นั่น
…ว่าและจากนั้นก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมทีมครั้งแรกแล้วชนะติดต่อกัน 6 นัดแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการทีมรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรแบบนี้เลยขอรับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูกาลแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่นัดแรกได้เพียงแค่ 4 ครั้งต่อๆกันเพียงแค่นั้น
นอกจากนั้นจำต้องยกย่องผู้ครอบครองทีม เลสเตอร์ สิตี้ ด้วยครับผมที่ตกลงใจได้ถูกต้องที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมทีมแทน โดยไม่จำเป็นจำต้องไปหาผู้จัดการทีมคนใหม่ให้เสียเวล่ำเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม เดี๋ยวนี้อายุ 53 ขวบ ในอดีตเคยเป็นนักฟุตบอลของทีมในลีกล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด แล้วก็เฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนแขวนสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านผู้ฝึกสอนครั้งแรกด้วยการเป็นกุนซือทีมสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการทีมของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีม เลสเตอร์ สิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน จากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ สิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนที่จะตามนายจ้างกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกครั้งในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็กลายเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ กระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมแบบเต็มกำลังพร้อมทำสถิติยอดเยี่ยม ประเภทที่ไม่เคยมีผู้จัดการทีมผู้ใดกันในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำเป็น เป็นคุมทีมครั้งแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งต่อๆกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ผู้ร่วมทีมของเขาก็เอาชนะคู่แข่งขันได้เสร็จครับผม-ขออภัย (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งก็ถือได้ว่าสถิติในการควบคุมทีม เป็นชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ น่าจะลอกการบ้านเก่งครับผม ด้วยเหตุว่าเขาเกือบจะมิได้เปลี่ยนแปลงอะไร โดยการทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างกับที่ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว มันพอดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นกระหายของจิ้งจอกกะล่อนให้กลับมาได้อย่างเดิมอีกต่างหาก
เพียงแค่ในความเสื่อมถอยของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุว่านักเตะเล่นล้มผู้จัดการทีมคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมางามเป็นบ้าอีกครั้ง กลับไม่มีผู้ใดมองเลยว่ามันเป็นความสามารถของผู้จัดการทีมคนใหม่ ขอพูดว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละ คือ "ว่าที่" ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษคนถัดไปขอรับ

แหม่…นี่ถ้าเกิดผมเป็นประธานชมรมฟุตบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด มึงเร็ธ เซาธ์เกต ออกจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
ยืนยันว่าทีมชาติอังกฤษมีโอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างแน่แท้ ด้วยเหตุว่านี่เป็นยอดเยี่ยมผู้จัดการทีมสายพันธุ์สิงโตคำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเป็นเรื่องน่าพิศวงมากครับผมที่อยู่ๆเลสเตอร์ สิตี้ ก็กลับมาเกิดใหม่ใหม่ เพียงแต่ปลดผู้จัดการทีมคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการทีมคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามจริงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างหนักแบบนี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันเร่าร้อนแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ สิตี้ แล้วก็ทุ่งนาทีนี้ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ อาจจะงงงวยพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "เราทำผิดอะไร?" แม้กระนั้นนี่แหละเป็นความเร้นลับ ซับซ้อน ลึกลับทั้งซับซ้อนทั้งซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศหักหลัง บนเหลี่ยมอุบายของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่ๆ (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มผู้ฝึกสอนครับผม

หงส์พลิกแซงเฉือนหวุดหวิดเบิร์นลีย์ สองต่อหนึ่ง

ทีมลิเวอร์พูลที่แม้จะโดนแหย่เสียประตูเร็วตั้งแต่ต้นเกม แต่ยังสามารถพลิกเกมกลับมาเป็นฝ่ายเก็บสามแต้มได้สำเร็จ

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการหงส์แดง เปลี่ยนนักเตะจากเกมล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ชนะปืนใหญ่ 3-1 เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น คือ ดีว็อก โอริกี ซึ่งได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน ที่มีปัญหาบาดเจ็บ

ด้านทีมเยือนของ ฌอน ไดค์ ซึ่งเคยสร้างเซอร์ไพรส์เปิดบ้านชนะลิเวอร์พูล 2-0 ในนัดแรกที่พบกันของฤดูกาลนี้ ยังจัดทัพมาในระบบ 4-4-2 ฝากความหวังพังประตูไว้ที่คู่กองหน้าอย่าง อังเดร เกรย์ กับ แอชลีย์ บาร์นส์

ออกสตาร์ทเกมมาเพียงแค่ 7 นาทีเท่านั้น เป็นเบิร์นลีย์ที่ได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ แม็ทธิว ลอว์ตัน เปิดบอลเรียดจากกราบขวาเข้ากลางให้ บาร์นส์W88ล้มตัวพุ่งชาร์จระยะเผาขนตุงตาข่าย ส่งให้เดอะ คลาเรตส์ออกนำ 1-0

หลังเสียประตู ลิเวอร์พูลก็พยายามครองบอลบุกเข้าใส่เพื่อหวังตีเสมอให้ได้ จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จ ในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 45+1 จากจังหวะที่ โอริกี เปิดบอลจากฝั่งซ้ายเข้าเขตโทษให้ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ยิงครั้งแรกไปติดบล็อค เบน มี แต่ลูกยังกระดอนมาหาหวดด้วยขวาดาบสองเข้าไป ทำให้จบครึ่งแรกด้วยผลเสมอ 1-1

ครึ่งหลังลิเวอร์พูล ยิ่งลุยบุกหนักกว่าเดิมเพื่อหวังเป็นฝ่ายแซงนำบ้าง ก่อนจะมาทำสำเร็จ ในนาทีที่ 61 จากจังหวะที่ โอริกี ไหลบอลให้ เอ็มเร จัน ซัดไกลด้วยขวาส่งบอลเรียดเข้าไปอย่างสวยงาม ช่วยให้ลิเวอร์พูลพลิกขึ้นนำ 2-1

จากนั้นไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก ทำให้สุดท้ายจบเกมเป็นลิเวอร์พูลที่เฉือนชนะไปแบบหวุดหวิด 2-1 เก็บเพิ่มเป็น 55 แต้ม ยังรั้งที่ 4 ต่อไป ส่วนเบิร์นลีย์อยู่อันดับ 12 มี 31 คะแนนเท่าเดิม

ปธ.ปารีส แซงต์ แชร์กแมงปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ขายแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีส แซงต์ แชร์กแมงยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะค่าตัวมาร์โค แวร์รัตติออกจากสโมสรไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

มิดฟิลด์วัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

พาร์เลอร์ แนะเดอะกันเนอร์ทาบ”รอดเจอร์ส”แทนเหี่ยว

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานนักเตะเดอะกันเนอร์ ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส ผู้จัดการทีมเซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมทีมเดอะกันเนอร์ ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

ผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับเดอะกันเนอร์หลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหาผู้จัดการทีมความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนเลสเตอร์ ซิตี้

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ หงส์แดง กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 เกมติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับทีม ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยแนวรับวัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งแนวรับให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน